วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

กรณีศึกษา : ปัญหา 'น้ำกัดเซาะชายฝั่ง'



"น้ำทะเล" กลืนกิน แผ่นดินไทยหายสาบสูญ!

บ้านขุนสมุทรจีน   (จังหวัดสมุทรปราการ)




คนไทยตื่นหรือยัง ??  หนทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมจนวันนี้ก็ยัง "อืดเป็นเรือเกลือ" !!!
         
          ขณะที่คนไทยกลุ่มหนึ่งพากันจุดกระแสรักชาติ ผู้คนรุกทวงคืนแผ่นดิน 4.6 ตารางกิโลเมตร บนพื้นที่ทับซ้อนปราสาทพระวิหารอย่างเอาเป็นเอาตาย จุดชนวนความขัดแย้งกับคนในพื้นที่และผู้คนในสังคม จนบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาเพื่อนบ้านที่แทบมองหน้ากันไม่ติดไปแล้ว
          จะมีสักกี่คนหวนกลับมามองประเทศไทยเราบ้างว่า ทุกวันนี้แผ่นดินไทยกำลังถูกธรรมชาติรุกกลืนกินหายไปปีละกี่มากน้อย ไม่นับผืนป่าธรรมชาติที่ถูกนายทุนบุกรุกยึดครองนับหมื่นนับแสนไร่ เพราะกรณีหลังนี้ยังพอมีหนทางแก้ไข หากรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเอาจริงเอาจริงเอาจังกับการบังคับใช้กฎหมาย
        
 
[ภาพตัวอย่าง] หลักฐานการกัดเซาะ

'ผืนแผ่นดินที่ถูกธรรมชาติกลืนกินจนหดหายไปจากแผนที่ชั่วนิรันดร์'         
         
          จากการประเมินสถาณการณ์สิ่งแวดล้อมของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับธนาคารโลก พบว่าการกัดเซาะชายฝั่งถือเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมอันดับต้นๆ โดยมีพื้นที่ที่ประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งขั้นวิกฤติมี 30 แห่ง โดยเฉพาะบริเวณอ่าวไทยตอนบน ตั้งแต่ปากแม่น้ำบางปะกงจนถึงปากแม่น้ำกลอง ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา สมุทราปราการ กทม. สมุทรสาครและสมุทรสงคราม เป็นพื้นที่อ่อนไหวและพบปัญหารุนแรงที่สุดในประเทศ โดยแนวฝั่งของไทยหลายที่กำลังเผชิญกับการกัดเซาะในอัตรามากกว่า 1-5 เมตรต่อปี หากคิดอัตราสูญเสียพื้นดินโดยรวมแล้วจะอยู่ที่ 2 ตาราง กิโลเมตรต่อปี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 6,000 ล้านบาท
          อีกทั้งประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีพื้นที่ความยาวค่อนข้างมาก คือ ฝั่งอ่าวไทย มีความยามชายฝั่งตลอดแนว 1,878 กิโลเมตร และชายฝั่งทะเลอันดามัน 937 กิโลเมตร พบปัญหาการกัดเซาะระดับปานกลางถึงรุนแรง คือ 5 เมตรขึ้นไป ถึงมากกว่า 20 เมตร ตกตัวเลขประมาณ 600 กิโลเมตร ทั้งอ่าวไทยและอันดามันมีจุดที่ต้องเฝ้าระวัง (Hotspot) 30 จุด อ่าวไทย 22 จุด อันดามัน 8 จุด ที่หนักที่สุดก็คือ อ่าวไทยตอนบน 5 จังหวัด ที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ซึ่งหากเกิดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งก็อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจได้ อาทิ การท่องเที่ยว การทำปะมง การคมนาคมทางน้ำ เป็นต้น
          ปัญหาน้ำกัดเซาะชายฝั่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่บริเวณชายฝั่งทะเลเท่านั้น ปัญหานี้ได้เกิดในแม่น้ำสายสำคัญๆ เช่น ลำน้ำโขง ที่มีความยาว 330 กิโลเมตร ด้วย (จากข้อมูลการสร้างเขื่อนหรือแนวเขื่อนกันที่มีระยะทางเพียง 
40 กิโลเมตร พบว่ารัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณสูงถึง 2 พันล้านบาท)
          ปัญหานี้มีความสำคัญและสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อแผ่นดินของเราเป็นผลกรรมจากการกระทำโดยน้ำมือมนุษย์ทุกคนทั่วโลกและเราต้องเผชิญหน้ากับมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
          โดยในระยะ 30 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ชายฝั่งของอ่าวไทยตอนบน ตั้งแต่ปากแม่น้ำบางปะกง ถึงจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมีความยาวกว่า 120 กิโลเมตร มีถึง 82 กิโลเมตร ที่ถูกกัดเซาะอย่างหนัก มีพื้นดินหายไปแล้วถึง 18,000 ไร่  แล้วถ้าใช้แบบจำลองจากการคำนวณจะพบว่าในอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้า เฉพาะสมุทรปราการอย่างเดียวจะสูญเสียพื้นที่ราว 37,000 ไร่ ถ้านับอ่าวไทยทั้งหมดจะเสียไปประมาณ 47,000 ไร่ 
          มากกว่าพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทพระวิหารหลายร้อยหลายพันเท่า  !!!
เหตุนี้  กลุ่มของข้าพเจ้า  จึงมีความสนใจ  ที่จะศึกษาปัญหา'น้ำกัดเซาะชายฝั่ง' ให้รู้และเข้าใจมากยิ่งขึ้น


ขอบเขตการศึกษา    
     
          กลุ่มของข้าพเจ้าขอจับประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่ปัญหา'น้ำกัดเซาะชายฝั่ง' มีขอบเขตพื้นที่ศึกษา สถานพักตากอากาศบางปู ถ.สุขุมวิท ต.บางปูใหม่ อ.เมือง และชุมชนหมู่ที่ 9 บ้านขุนสมุทรจีน ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ โดยจะศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากกระแสคลื่นทะเล ที่ส่งผลกระทบกับชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ เป็นต้น
          เราจะยกปัญหาของชุมชนหมู่ที่ 9 บ้านขุนสมุทรจีน เพราะประสบปัญหาร้ายแรงกว่าบางปู และจะใช้สถานพักตากอากาศบางปู ในด้านหลักและวิธีการแก้ไขปัญหา เพราะเมื่อเราได้ลงพื้นที่ เราได้เห็นงาน เห็นวิธีการแก้ไขและป้องกัน ที่ออกมาเป็นรูปธรรมมากกว่า


ประเด็นการศึกษา

1. ศึกษาหลัก เหตุ และผล การกัดเซาะชายฝั่ง
2. ศึกษาผลกระทบจากการกัดเซาะ ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่น ทรัพยากรธรรมชาติ และระบบนิเวศ
3. ศึกษาการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศชายฝั่ง ที่ส่งผลกระทบและสร้างปัญหาต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่น
4. ศึกษาวิธีการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืน
5. สืบค้น เสนอ แนวทางแก้ไขปัญหาที่ไม่ประสบความสำเร็จ
6. ฯลฯ


วิธีการศึกษา
         
          กลุ่มของข้าพเจ้ามีวิธีการศึกษาคือ  ค้นหาข้อมูลเบื่องต้นเกี่ยวกับสถานที่ที่เกิดปัญหาน้ำกัดเซาะชายฝั่ง  จากระบบอินเตอร์เนต  จากนั่นจึงเดินทางไปสำรวจสถานที่ที่เกิดปัญหาจริง  สอบถามข้อมูลจากผู้นำชุมชน   ชาวบ้านในชุมชน  จัดทำแบบสอบถามปัญหา  และออกเดินสำรวจพื้นที่จริง  รวบรวมข้อมูลที่ได้  นำมาทำการวิเคราะห์  หาสาเหตุการเกิดปัญหา  ความเสียหายต่อชุมชน  ต่อทรัพยากรธรรมชาติ  ต่อระบบนิเวศ  แนวทางการแก้ไข  ข้อเสนอแนะ  และการสรุปผล 


วัตถุประสงค์

           เพื่อตีแผ่ปัญหา  ด้านสิ่งแวดล้อม  ให้เป็นที่กระจ่างมากยิ่งขึ้น  เข้าใจถึงความมีตัวตนอยู่จริงของปัญหา  ความเป็นจริงของปัญหา  เพื่อเข้าใจถึงความร้ายแรง  สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต  ต่อทรัพยากรธรรมชาติ  ต่อระบบนิเวศ  ที่มาของปัญหา  แนวทางที่สมควรจะเป็นไป   เป็นต้น

 
[ภาพตัวอย่าง] หลักฐานการกัดเซาะ หมู่ 9 บ้านขุนสมุทรจีน

[กรณีศึกษา]  'ปัญหาน้ำกัดเซาะ' ที่ชุมชนหมู่ที่ 9 บ้านขุนสมุทรจีน จังหวัดสมุทรปราการ
         
          กลุ่มของข้าพเจ้าเมื่อได้ทราบถึงข้อมูลโดยรวมของปัญหาแล้ว  จึงไม่รอช้าที่จะลงสำรวมพื้นที่  เพื่อให้ทราบถึงความเป็นจริงให้มากยิ่งขึ้น  สถาณที่ที่เราเลือกคือ  ชุมชนหมู่ที่ 9 บ้านขุนสมุทรจีน ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ  ซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวน 13 หมู่บ้านของตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ
          หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่บนส่วนที่ดินที่เป็นแหลม ยื่นออกสู่ทะเล และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายด้าน อาทิเช่น ทรัพยากรป่าชายเลน หาดสุสานหอยยาว พิพิธภัณฑ์วัตถุโบราณสมัยต่างๆ
         

        'ปัญหาน้ำกัดเซาะในบ้านขุนสมุทรจีน มีอัตราการกัดเซาะชายฝั่งที่สูงมากที่สุดในประเทศไทย'

          กลุ่มของข้าพเจ้าได้รับความกรุณาจาก  ป้าผู้ใหญ่สมร  เข่งสมุทร  ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 9  บ้านขุนสมุทรจีน  และครอบครัว  ที่ท่านสละเวลาเล่าความเป็นมาของหมู่บ้านพร้อมทั้งยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหา 'น้ำกัดเซาะชายฝั่ง' บ้านขุนสมุทรจีน  อีกมากมาย  
          บ้านขุนสมุทรจีน  เป็นชุมชนเก่าแก่  มีอายุยาวนานนับร้อยปี  วิถีชีวิตชาวประมง  เรียบง่าย  พออยู่  พอกิน  อาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติ  พึ่งพาอาศัยกันได้อย่างลงตัว  ที่ได้ชื่อว่าบ้านขุนสมุทรจีน  เพราะว่า  เป็นแหล่งชาวไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่  ป้าผู้ใหญ่สมรเล่าว่า  แรกเริ่มเดิมที  หมู่ที่ 9  บ้านขุนสมุทรจีน  ประกอบด้วย  ชาวบ้าน 200 กว่าครัวเรือน ราว 600 คน  ปัจจุบันเหลือ 171 ครัวเรือน(ในทะเบียนราษฎร์)  ในความเป็นจริงเหลือเพียง 110 กว่าครัวเรือน ราว 400 กว่าคน  หมู่ที่ 8 ติดกับป้อมพระจุลฯ มี 177 ครัวเรือน เหลือเพียง 10 กว่าครัวเรือน  และหมู่ที่ 10  มี  60 กว่าครัวเรือน ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 10 ครัวเรือน 
          เหตุที่เป็นเช่นนี้  สืบเนื่องจากปัญหา 'น้ำกัดเซาะชายฝั่ง'  ที่มีความรุนแรงมากกว่าครั้งในอดีต  อันเกิดจากความเปลี่ยนแปลงของโลก  ผลของความเจริญ  ปรากฏการณ์ที่เด่นชัด คือ  พายุไต้ฝุ่นต่างๆ  ในประเทศไทยที่ทราบกันทั่วไป  ได้แก่  พายุแหลมตะลุมพุก, พายุเกย์, พายุลินดา(พายุลินดาพัดเข้าบ้านขุนสมุทรจีนปี 40), พายุขนุน  เป็นต้น  ซึ่งการเกิดพายุแต่ละครั้งจะทำลายผืนดินชายทะเลเป็นอันมาก  เมื่อเกิดพายุดังกล่าวจะกระทบมาถึงหมู่บ้านขุนสมุทรจีนด้วย  ในช่วงชีวิตของป้าผู้ใหญ่สมรเองพื้นดินถูกกัดเซาะไปราว 4-5 กิโลเมตร  ในระยะเวลากว่า 30 ปี  ซึ่งคาดว่าอดีตคงมีพื่นที่ที่ถูกกัดเซาะไปก่อนหน้านี้แน่นอน  เมื่อดูจากหลักฐานวัตถุโบราณที่ค้นพบ  แต่ชาวบ้านก็ต้องอดทนอาศัยต่อ  เนื่องจากส่วนมากฐานะยากจน  ไม่มีช่องทางประกอบอาชีพที่แหล่งอื่นๆ   


[ภาพตัวอย่าง]  แผนที่ หมู่บ้านขุนสมุทรจีน  ตำบลแหลมฟ้าผ่า  จังหวัดสมุทรปาการ
          
           ปัญหานี้จึงนำมาซึ่งปัญหาอีกมากมาย  คือ  ปัญหาการย้ายถิ่นฐานบ่อย  ชาวบ้านต้องย้ายบ้านเพื่อหนีน้ำ  ที่รุกกลืนกินแผ่นดินเข้ามาเรื่อยๆ  สูญเสียที่อยู่อาศัย  อย่างครอบครัวของป้าผู้ใหญ่สมรเอง  ต้องย้ายบ้านถึง  8  หลัง  ครอบครัวคุณยายสายใจ  กลิ่นสมุทร  ต้องย้ายบ้านถึง  5  หลัง  ทำให้สูญเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก  สูญเสียแหล่งทำมาหากิน  กระทบต่ออาชีพชาวประมง  แหล่งทรัพยากรธรรมชาติ  ระบบนิเวศชายฝั่ง  เป็นต้น  และบางครอบครัวทอดใจ  ย้ายออกจากชุมชนไปตายดาบหน้าเลยก็มีอีกเยอะ
           แต่สิ่งที่ชาวบ้านรู้สึกสูญเสียมากที่สุด คือ  'กำลังใจ'  ความหวังที่รัฐจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ  ก็เห็นจะริบหรี่เต็มที


[ภาพตัวอย่าง]  วัดขุนสมุทรทราวาส
           วัดขุนสมุทราวาล  เปรียบได้คือ  ปราการด่านหน้า  คือ  วิหารสงบงามกลางท้องทะเล  แม้ดินแดนโดยรอบจะถูกกัดเซาะหายไปจนน่าใจหาย  ทว่าวัดแห่งนี้ยังคงตั้งอยู่  วัดขุนสมุทรทราวาสเป็นวัดขนาดเล็ก  แต่ก็เต็มไปด้วยแรงศรัทธาของชาวบ้าน  สิ่งที่ทำให้มีวัดอยู่ได้  เป็นเพราะอาศัยเขื่อนหินทิ้ง  สร้างขึ้นจากเงินบริจาค  เงินทอดกฐิน    เป็นประจำทุกๆ ปี  จากชาวบ้านในชุมชนที่มีแรงศรัทธา  จากน้ำพักน้ำแรงของคนในชุมชนเอง   
          ดูจากเอกสารขอความช่วยเหลือ  ที่ป้าผู้ใหญ่สมรส่งถึงรัฐบาล  และภาคเอกชล  ที่ออกแจกจ่ายรอบสาระทิศ  กลุ่มของข้าพเจ้าได้เล็งเห็นความพยายามของตัวป้าผู้ใหญ่สมรและชาวบ้าว  ที่มีความมุ่งมั่นเรียกร้องแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง  แต่เมื่อข่าวออกไปมากเท่าไร  ความช่วยเหลือที่สมควรได้รับจากผู้ที่ดูแล  กลับนิ่งเฉย  ตั้งแต่ปี 36  ปัจจุบันเราก็ยังไม่สามารถระงับปัญหาได้เลย    
          ความต้องการของชาวบ้านที่มีต่อภาครัฐ คือ  การสร้างเขื่อนคอนกรีต  ซึ่งต้องใช้งบประมาณสูงถึงราวๆ 500 ล้านบาท  เพื่อรักษาผืนดินแนวชายฝั่งหมู่บ้านขุนสมุทรจีนตลอดถึงป้อมพระจุลฯ  รวมเนื้อที่ 12 กิโลเมตร  ตามแนวคิดของ รศ.ดร.ธนวัตน์  จารุพงษ์สกุล  ที่ได้จดสิทธิบัตรในต่างประเทศ  และทางหมู่บ้าน  ได้ทดลองใช้แล้วกับแนวชายฝั่งทะเลบางส่วนประมาณ 250 เมตร  เป็นเงิน 5 ล้านบ้าน  ปรากฎว่าได้ผลสำเร็จ  สมารถเพิ่มเนื้อที่ดิน  อีกทั้งยังสามารถขยายเนื้อที่ดินเพิ่มลงในทะเลต่อไปด้วย 


[ภาพตัวอย่าง]  บริเวณหมู่บ้านขุนสมุทรจีน

          แต่แล้ว  ก็ถูกขัดขวางจากหน่วยรัฐที่เกี่ยวข้องป้องกันผืนดินชายฝั่ง  ไม่ยินยอมอณุมัติงบประมาณจำนวน 80 ล้านบาท(ป้อมกันแนวชายฝั่งของหมู่บ้าน)  หรือ 500 ล้านบาท(ป้อมกันแนวชายฝั่งของหมู่บ้านขุนสมุทรจีนถึงป้อมพระจุลฯ)  โดยหน่วยรัฐ  ยังคงดึงดันใช้เขื่อนไส้กรอกทรายเท่านั้น  แม้ว่าพิสูจน์แล้วว่าเขื่อนไส้กรอกทรายใช้ไม่ได้ผล  อีกทั้งผลาญงบประมาณของชาติก็ตาม 


[ภาพตัวอย่าง]  ความเปลี่ยนแปลงพื้นที่ หมู่บ้านขุนสมุทรจีน

          เมื่อมองสถาณที่  บวกกับคำบอกเล่าของป้าผู้ใหญ่สมร  กลุ่มของข้าพเจ้ารู้สึกตระหนักถึงปัญหา 'น้ำกัดเซาะชายฝั่ง'  นี้มาก  ว่าเป็นปัญหาที่มีความร้ายแรง  มีความสำคัญ  และต้องการการเยียวยา ช่วยเหลือ  แก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนที่สุด  แต่ก็เป็นที่น่าช้ำใจหนักเข้าไปอีก  เมื่อทราบว่า  ชาวบ้านไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทางการเลย...


สาเหตุการกัดเซาะชายฝั่ง

          สาเหตุของการกัดเซาะชายฝั่ง มี 2 สาเหตุใหญ่ คือ 1. สาเหตุตามธรรมชาติ 2. สาเหตุจากการกระทำของมนุษย์         
1. สาเหตุตามธรรมชาติ ที่ทำให้เกิดการพังทลายของชายฝั่ง คือ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล การพังทลายของหน้าผาลดลง ทำให้ปริมาณตะกอนทดแทนมีปริมาณน้อย ปริมาณตะกอนจากทะเลที่พัดพาเข้าสู่ฝั่งลดลง คลื่นลมรุนแรงผิดปกติ กระแสน้ำมีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ทิศทางของคลื่นเปลี่ยนแปลง และปริมาณฝนตกที่มากกว่าปกติ             
2. สาเหตุจากการกระทำของมนุษย์ ที่ทำให้เกิดการพังทลายของชายฝั่ง คือ
                    2.1 การสร้างเขื่อนหรือฝายกั้นแม่น้ำ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการพังทลายของชายฝั่ง เนื่องจากตะกอนที่จะมาทับถมมีปริมาณน้อยลง เพราะตะกอนถูกกักไว้ที่เขื่อนหรือฝาย รวมถึงการดูดทรายในแม่น้ำเพื่อใช้ในการก่อสร้างและเพื่อการถมที่ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตะกอนที่ลงสู่ทะเลมีปริมาณน้อยลง
                    2.2 การสร้างกำแพงกันคลื่น เขื่อนดักตะกอน เขื่อนหินทิ้ง และแนวหินทิ้ง ในบริเวณหนิ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ใกล้เคียงได้ เช่น อาจเกิดการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งบริเวณท้ายน้ำ เนื่องจากตะกอนที่เคยพัดมาสะสมถูกดักและตกตะกอนอยู่ที่เขื่อนดักตะกอน นอกจากนั้นการก่อสร้างถาวรวัตถุเพื่อการป้องกันชายฝั่งดังที่กล่าวมา ทำให้ ความลาดชันของชายหาดสูงขึ้น ซึ่งเป็นการเร่งให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งมากขึ้น
                    2.3 การก่อสร้างกำแพงปากแม่น้ำ ทำให้ตะกอนถูกส่งออกไปไกลจากบริเวณชายฝั่งมากกว่าปกติ ทำให้ตะกอนสูญเสียออกไปจากระบบ ส่งผลให้ปริมาณตะกอนที่ตกทับถมบริเวณหาดมีน้อยลง และขัดขวางการพัดพาของตะกอนในแนวเข้า-ออกฝั่ง ก่อให้เกิดการพังทลายของชายฝั่ง นอกจากนี้การขุดลอกร่องน้ำนำตะกอนปากแม่น้ำไปทิ้งยังบริเวณอื่นก็เป็นการลดปริมาณของตะกอนที่ควรจะสะสมตัวตามธรรมชาติ
                    2.4 การก่อสร้างท่าเทียบเรื่อบริเวณชายฝั่ง ทำให้เกิดร่องน้ำลึก(ช่องทางเดินเรือ) ที่ขวางกั้นการไหลของตะกอนบริเวณชายฝั่ง รวมถึงสิ่งก่อสร้างบริเวณท่าเรือ เช่น สะพานเทียบเรือ ท่อขนถ่ายสินค้า ก็เป็นสิ่งกีดขวางการพัดพาของกระแสน้ำ และตะกอนบริเวณชายฝั่ง และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของทิศทางคลื่นอีกด้วย
                    2.5 การถมสร้างชายหาดเทียม ซึ่งต้องมีการขุดทรายในทะเลจากสถานที่หนึ่งมาถมในบริเวณชายหาด ทำให้เกิดหลุมลึก ซึ่งเป็นการเร่งให้เกิดการไหลของตะกอนมาเติมเต็มในหลุม และมีผลต่อเนื่องถึงการพังทลายของชายฝั่งบริเวณใกล้เคียง

ปัจจุบันนี้อีกหนึ่งสาเหตุที่ไม่อาจมองข้ามได้ คือ "ภาวะโลกร้อน" หรือ "Global Warming"
 
          เกิดจากอุณหภูมิของโลกที่ปรับสูงขึ้น อันเนื่องมาจากปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งทำให้เกิดภาวะก๊าซเรือนกระจก
          ปรากฏการณ์โลกร้อนนอกจากจะสร้างความปั่นป่วนให้กับสภาพอากาศแล้ว ยังเป็นปัจจัยสำคัญก่อปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง และนับวันยิ่งรุนแรง
          ผลกระทบที่ตามมา คืออุณหภูมิของโลกสูงขึ้น น้ำแข็งในขั้วโลกละลายรวดเร็ว เกิดความแห้งแล้งในหลายพื้นที่ ทะเลทรายขยายตัว พื้นที่เพาะปลูกลดน้อยลง ฤดูกาล และสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง บางพื้นที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ทำให้ริมทะเล หรือเกาะต่างๆ จมหาย


[ภาพตัวอย่าง]  ภาพอัตราการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในรอบ 1 ศตวรรษ 
ที่มีแนวโน้นเพิ่มสู้ขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสภาวะโลกร้อน

[ภาพตัวอย่าง]  ภาพจำลองระยะพื้นที่ที่ถูกกัดเซาะ ในระยะเวลา 20 ปี ที่ผ่านมา
และแนวโน้นของระยะพื้นที่ที่จะถูกกัดเซาะเพิ่มอีก ในระยะเวลา 100 ปี ข้างหน้า

ผลกระทบจากการกัดเซาะชายฝั่ง         
         
          1. ผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่ง การกัดเซาะชายฝั่งมีส่วนทำให้ระบบนิเวศชายฝั่ง เช่น ทรัพยากรป่าชายเลน แนวปะการัง สัตว์น้ำต่างๆ เป็นต้น เกิดความเสียหาย จนอาจทำให้ความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติลดน้อยลงหรือถูกทำลายลงในที่สุด
          2. ผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ บริเวณชายฝั่งทะเลที่เกิดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง พื้นที่ชายฝั่งทะเลจะสูญเสียความอุดมสมบูรณ์และความสวยงามตามธรรมชาติ ทำให้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ
          3. ผลกระทบต่อวิถีการดำรงชีวิต ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ทำให้สูญเสียทั้งที่อยู่อาศัย และพื้นที่ทำกิน ซึ่งย่อมทำให้วิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลงตามไป

คลิปสัมภาษณ์  กรณีศึกษา :  ปัญหา 'น้ำกัดเซาะชายฝั่ง'  หมู่ที่ 9  บ้านขุนสมุทรจีน


ขอขอบพระคุณ
          คุณป้าผู้ใหญ่สมร  เข่งสมุทร
          คุณลุงวิษณุ  เข่งสมุทร 
          พระอธิการสมนึก  อติปัญโญ  เจ้าอาวาสวัดขุนสมุทรทราวาส
          คุณลุงโก่ง  และคุณลุง  คุณป้า  ชาวบ้านหมู่ที่ 9  บ้านขุนสมุทรจีน  ทุกคน


สรุป  แบบสอบถามปัญหา น้ำกัดเซาะชายฝั่ง
เพื่อประกอบการจัดทำรานงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

จากผลสำรวจ 30 คน
ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ให้สัมภาษณ์
1.เพศ      เพศชาย 13 คน       เพศหญิง 17 คน
ส่วนที่ 2 ปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยทั่วไปในบริเวณพื้นที่ชายฝั่งในช่วงเวลา 1-5 ปี ที่ผ่านมา
1. ท่านรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับ ปัญหาน้ำกัดเซาะชายฝั่ง หรือไม่ สิ่งที่ชาวบ้านส่วนใหญ่วิตกกังวล (เรียงจากมากไปน้อย)
                1.ไม่วิตกกังวล      2 คน
                2.วิตกกังวล         28 คน   สิ่งที่วิตกกังวล คือ...
                                1.สูญเสียพื้นที่อยู่อาศัย/ทำกิน                                2.ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
                                3.ปัญหาน้ำท่วม                                                     4.ส่งผลต่อแหล่งท่องเที่ยว
                                5.ส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ 6.ปัญหาขยะ
2.ท่านรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับการ ช่วยเหลือของรัฐบาลหรือไม่ และรู้สึกไว้ใจในการช่วยเหลือของรัฐบาลหรือไม่
                1.ไม่วิตกกังวล และ ไม่ไว้ใจในการช่วยเหลือของรัฐบาล              1   คน
                2.ไม่วิตกกังวล และไว้ใจในการช่วยเหลือของรัฐบาล                      9   คน
                3.วิตกกังวล และไว้ใจในการช่วยเหลือของรัฐบาล                           8   คน
                4.วิตกกังวล และ ไม่ไว้ใจในการช่วยเหลือของรัฐบาล                  11 คน
3.ท่านคิดว่าอาจมีพื้นดินถูกกัดเซาะเพิ่มขึ้นหรือไม่
                1.ไม่มี
                2.มี          30 คน
                                ท่านมีความรู้สึกกลัวหรือไม่
                                1.กลัว                     27 คน
                                2.ไม่กลัว                 3   คน
                                ท่านคิดว่าจะย้ายออกไปจากที่อยู่อาศัยในปัจจุบันหรือไม่
                                1.ย้าย                       2   คน
                                2.ไม่ย้าย                  28 คน     เหตุผล   - ไม่มีที่ดินที่อื่นอีก 
                                                                                             -  ความรักในแผ่นดินบ้านเกิด
                                                                                             -  ต้องการยืนหยัดแก้ไขปัญหา  ไม่หนีปัญหา
                                                                                             -  ไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน 
4.ข้อเสนอแนะ อื่นๆ

          - หน่วยรัฐต้องตามใจชาวบ้าน  ว่าเขาต้องการอะไร  ไม่ใช่จะเอาอะไรมาช่วยก็  เอามา  โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศ  ต่อธรรมชาติ  เพราะชาวบ้านต้องหากินกับธรรมชาติ  ถ้าธรรมชาติหมดไป  ชาวบ้านก็อดตาย  ไม่มีใครรับผิดชอบ  ประเทศชาติจะเป็นอย่างไร  รัฐบาลจะช่วยหรือไม่ ชาวบ้านก็ต้องอยู่ต่อ  พาลูกพาหลานอยู่กับธรรมชาติให้ได้  ไม่ได้คิดว่าจะเอาชนะธรรมชาติให้ได้  คิดแต่ว่าเราจะอยู่ร่วมกับมันยังไง
          - ต่อไปลูกหลานจะไม่มีที่อยู่ - ที่ทำมาหากิน  อยากให้รัฐบาลช่วยเหลืออย่างจริงจัง
         

แนวทางการแก้ไข
          กลุ่มของข้าพเจ้าได้เดินทางดูงาน  การปักไม้ไผ่ชะลอคลื่นและการปลูกป่าชายเลน เพื่อป้องกันปัญหา'น้ำกัดเซาะชายฝั่ง' ที่สถานตากอากาศบางปู กรมพลาธิการทหารบก โครงการ ปักไม้เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง   แต่สิ่งที่เราได้เรียนรู้เพิ่มเติม คือ วิธีการปักไม้ไผ่นี้ได้ผลที่น่าพอใจ  มีตะกอนเพิ่มขึ้นก็จริง  แต่เหมาะที่จะใช้กับสภาพที่มีแนวกำบังธรรมชาติจากต้นไม้และการถมหินสร้างเขื่อนป้องกันมาก่อน  นอกจากช่วยสลายคลื่นและลมไว้แล้ว  กำลังลมและคลื่นที่ปะทะก็มีความอ่อนแรงกว่า  เช่น  ที่บางขุนเทียน  บางปู  สมุทรสาคร  เป็นต้น 


[ภาพตัวอย่าง]  เขื่อนคอนกรีตตามแนวคิดของ รศ.ดร.ธนวัฒน์ฯ ทดลอง 250 เมตร  
      
          เนื่องจากภูมิทัศน์และสภาพแวดล้อมของชายฝั่งไม่เหมือนกัน  ซึ่งชายฝั่งทะเลหมู่บ้านขุนสมุทรจีน  ตั้งอยู่ติดปากอ่าวไทย  คล้ายทัพหน้า  เป็นที่โล่งไม่มีแนวกำบังธรรมชาติคอยช่วยเหลือ  จึงถูกคลื่นซัดรุนแรงกว่า  ก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงได้มากกว่า  ป้าผู้ใหญ่สมรเล่าว่า  ทางหมู่บ้านขุนสมุทรจีนได้เคยทดลองใช้วิธีการสลายคลื่นหลายรูปแบบมาแล้ว  แต่ไม่สามารถต้านคลื่นกัดเซาะชายฝั่งได้เลย
           จนกระทั้งได้ทดลองใช้เขื่อนขุนสมุทรจีน 49A2  ออกแบบโดย รศ.ดร.ธนวัฒน์  จารุพงษ์สกุล  อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์  จุฬาฯ มหาวิทยาลัย  โดยเขื่อนนี้จะทำหน้าที่สลายกำลังคลื่น  เพื่อที่จะสามารถปลูกป่าชายเลนหลังเขื่อนได้  ถ้าไม่สร้างเขื่อนไว้ก่อนปลูกต้นกล้า  ต้นกล้าจะไม่สามารถเติบโตได้  เนื่องจากคลื่นจะทำลายต้นกล้าทั้งหมด  ตัวเขื่อนแบ่งเป็น 2 ส่วน  ได้แก่  ส่วนแรกช่วยสลายกำลังคลื่น  มีลักษณะโครงสร้างเป็นเสาคอนกรีตสามเหลี่ยมด้านเท่าขนาด 50 x 50 x 50 เซนติเมตร  ความยาว 10 เมตร ส่วนที่สองช่วยดักจับตะกอน  มีลักษณะเป็นเสาคอนกรีตรูปตัวแอลขนาด 50 x 50 x 43 เซนติเมตร  ความยาว 6 เมตร  ซึ่งได้สร้างแบบทดลองแล้ว  ยาว 250 เมตร  ซึ่งประสบผลสำเร็จ  เกิดตะกอนดินด้านหลังแนวเขื่อนที่ติดตั้ง  ดังนั้น  เมื่อปลูกป่าชายเลนผสมผสาน  พื้นดินชายฝั่งทะเลจึงขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  สามารถรักษาชายฝั่งผืนดินของหมู่บ้านขุนสมุทรจีนได้  แต่การสร้างเขื่อนดังกล่าว  ใช้งบประมาณมหาศาล  ตกกิโลเมตรละประมาณ 36 ล้านบาท  รวมระยะทางทั้งหมดประมาณ 12 กิโลเมตร  เป็นเงินประมาณ 500 ล้านบาท 
          แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ได้  เนื่องจากรัฐยังไม่อณุมัติงบประมาณ  ระหว่างนี้พื้นที่ยังคงถูกกัดเซาะอยู่ตลอดเรื่อยมา


[ภาพตัวอย่าง]  โครงการ ปักไม้ไผ่  สถานตากอากาศบางปู
วิธีการแก้ไขปัญหา 'น้ำกัดเซาะ' โครงการ ปักไม้เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง
         
          เป็นโครงการที่ดัดเลียนแบบจากธรรมชาติ โดยการใช้ธรรมชาติต่อสู้กับธรรมชาติ เอาประโยชน์ของป่าชายเลนมาเป็นต้นแบบ
          1. ป่าชายเลนทำหน้าที่ในการดักตะกอนที่ถูกพัดพามากับน้ำจืดในการถูกพัดพาออกสู่ทะเลให้น้อยลง ช่วยลดผลกระทบต่อการสังเคราะห์แสงของพืชและผลผลิตทางการประมง          
          2. ป่าชายเลนทำหน้าที่ ในการส่งถ่ายธาตุอาหาร และอินทรีย์สารจากบริเวณป่าชายเลน ออกสู่ทะเลชายฝั่งบริเวณใกล้เคียงเป็นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่บริเวณชานฝั่ง
          3. ป่าชายเลนช่วยลดความเร็วของกระแสน้ำ ทำให้มีตะกอนทับถม ในลักษณะของแผ่นดินงอก อาจกล่าวได้ว่าป่าชายเลนช่วยเพิ่มพื้นที่
          4. ป่าชายเลนยังทำหน้าที่ดักกรองสารพิษและสารปฏิกูลต่างๆ จากบนบกไม่ให้ลงสู่ทะเล
          5. ป่าชายเลนยังทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันคลื่นลมจากทะเลช่วยลดความรุนแรงของพายุ         
          6. ป่าชายเลนเป็นที่เพาะพันธุ์และเป็นที่หลบภัยของสัตว์น้ำวัยอ่อน
          7. บริเวณที่มีป่าชายเลนอุดมสมบูรณ์จะพบว่ามีการเพิ่มของป่าชายเลน
          8. ป่าชายเลนเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์หลายชนิด ทั้งที่เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ เช่น กุ้งแช่บ๊วย กุ้งกุลาดำ ปูทะเล หอยแครง หอยนางรม และปลาทีสำคัญทางเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น ปลากะรัง ปลากระบอก ปลานวลจันทร์ทะเล และปลาดุกททะเล เป็นต้น
งบประมาณที่ใช้
          ประมาณ  5 - 7 ล้านบาท ต่อ 1 กิโลเมตร  ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กันฤดูการตัดไม้ไผ่และจำนวนความหนาของชั้นไม้ไผ่ที่ปัก  ซึ่งขึ้นอยู่กันความรุ่นแรงของคลื่นบริเวณนั้นๆ 

ข้อดี
          ใช้เงินลงทุนต่ำ  สามารถทำการซ่อมแซมได้ง่าย  อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้เป็นอย่างดี  เพิ่มรายได้ให้กับคนให้ชุมชน  เพราะเมื่อถึงครั้งต้องซ่อมแซม  ก็จ้างแรงงานชาวบ้านในท้องถิ่น  สุดท้ายคือ  ได้ความสามัคคีและความหวงแหนรักษาบ้านเกิดของตนเอง

ข้อด้อย
          ระยะเวลาในการซ่อมแซมบ่อย  ไม้ไผ่อยู่ได้  ประมาณ 3 ปี


วิธีการแก้ปัญหาที่  'ไม่แก้ปัญหา'
          ป้าผู้ใหญ่สมรเล่าให้ฟังว่า  รัฐบาลเคยพยายามแก้ปัญหาด้วยการนำเขื่อนไส้กรอกทรายมาวางบนพื้นที่ชายฝั่งบ้านขุนสมุทรจีน   ป้าผู้ใหญ่สมรและชาวบ้านร่วมกันยืนหยัดคัดค้าน  เพราะเกรงกลัวว่าอาจส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและทำลายระบบนิเวศ   ซึ่งไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ดีนัก  เมื่อมองโดยรวมแล้ว  ไม่คุ้มกันกับการแก้ไขด้วยวิธีนี้  ด้วยชาวบ้านเอง  ประกอบอาชีพประมง  เลี้ยงชีวิตอยู่กับท้องทะเล  ถ้าจะมองหาข้อดี  ตัวของข้าพเจ้าเห็นก็เพียงแต่ราคาต้นทุน  ที่มีราคาต่ำเท่านั้น  และเพราะความมีราคาต่ำนั้นเอง  ที่ทำให้ไส้กรอกทรายแตกง่าย  ทรายที่ไหลออกมา  ส่งผลเสียกับสิ่งมีชีวิตป่าชายเลนอีกด้วย  ป้าผู้ใหญ่สมรยกตัวอย่าง  สถาณที่ที่ใช้ไส้กรอกทราย  คือ คลองด่าน  บางขุนเทียน  ซึ่งปัจจุบันก็พบปัญหาดังกล่าว



[คลิปตัวอย่าง]  ปัญหา 'ไส้กรอกทราย'  ที่บางขุนเทียน 


ประโยชน์
          ได้รู้และเข้าใจถึงปัญหา 'น้ำกัดเซาะชายฝั่ง' ว่ามีความเป็นมาอย่างไร  และสมควรมีแนวทางแก้ไขไปในด้านใด  อย่างไร  มากยิ่งขึ้น  รับรู้ความรู้สึกของชาวบ้านที่ประสบปัญหา  การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต  ความต้องการของชาวบ้านที่หวังจะได้จากรัฐบาล  การยืนหยัดต่อสู้ปัญหาและความรัก  ความสามัคคีในชุมชน  มุมมองการแก้ไขของรัฐบาลที่มีต่อปัญหา  ตระหนักถึงความอันตรายที่ส่งผลมาจากอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น   


สรุปผล

          จากการลงสำรวจพื้นที่ บ้านขุนสมุทรจีน และ ตำบลบางปู ได้ประสบกับปัญหาน้ำกัดเซาะบริเวณชายฝั่ง พื้นดินถูกผืนน้ำเข้ามาล่วงล้ำแทนที่ ปัญหานี้ทำให้ประชาชนเกิดความลำบากในหลายๆด้าน จากความเดือดร้อนนี้จึงมีการแก้ปัญหา และมีการป้องกัน ทั้งจากภาครัฐ และภาคเอกชน แต่ถึงอย่างไรการแก้ปัญหาก็ช่วยได้ไม่ตรงจุด และไม่เต็มที่นัก แน่นอนว่าในอนาคตผืนดินต้องสูญหายไปอีกเรื่อยๆ ทั้งนี้ต้นเหตุของการเกิดภัยธรรมชาติ ไม่ใช่เป็นเพราะธรรมชาติอย่างเดียวที่เป็นผู้กระทำ แต่ยังเป็นผลมาจากน้ำมือของมนุษย์โลกเองด้วย


เว็บไซต์ เพื่อนบ้าน



คณะผู้จัดทำ
นายภูมิภัทระ        จันทร์บัว   52020283
นางสาวสาวิตรี     สุภาวิทย์   52020299
นางสาวอภิญญา  สมก้ำพี้     52020309

มหาวิทยาลัย บูรพา (บางแสน)
คณะภูมิสารสนเทศศาสตร์ 
ภาควิชา ภูมิศาสตร์สิ่งแวดล้อม 
อาจารย์ณรงค์  พลีรักษ์